|
Information Architecture |
|
i am IA
|
|
-
IA แบบพลาดๆ 10 ประการ
สถาปัตยกรรมข้อมูล
ก็เช่นเดียวกับบ้านเรือน สถาปัตยกรรมรอบๆตัว ในโลกนี้
ที่มีทั้งดี และไม่ดี พลาด และไม่พลาด
วันนี้ เฮียจา (Jacob Nielson) บิดาแห่งศาสตร์เรื่อง Web Usability
จะมาแจงให้ฟังว่า สิบประการที่เฮียเห็นว่าพลาดกันจริง พลาดกันจังนี้
มีอะไรบ้าง
และเพื่อศักดิ์ศรีติ๊งต๊องของผู้เขียน
ไม่เคยมีล่ะที่จะแปลเขามาเป๊ะๆ
ขอเล่าในแบบฉบับของตัวเองเป็นภาษาไทยก็แล้วกัน
ข้อผิดพลาด แบ่งเป็นเรื่องโครงสร้าง 5 ประการ
และเรื่อง Navigation อีก 5 ประการ ดังจะกล่าวบทไป
เรื่องพลาดๆของโครงสร้าง
พลาด! ที่ 1
ไม่มีโครงสร้าง
ความผิดพลาดประการแรกนี้ ก็ออกจะกำปั้นทุบดินมากๆ
เหมือนบอกว่า ข้อผิดพลาดของความรัก คือการไม่มีรัก อะไรอย่างนั้น
แต่นี่คือความผิดพลาดที่ต้องพูดถึงอันดับแรก
ที่มักจะเกิดกับไซต์ข่าว หรือไซต์ขายของ ที่มีการเพิ่มปรับเนื้อหาเป็นประจำ
ยิ่งไซต์ที่มีการยุบหนอพองหนอของเนื้อหาและส่วนต่างๆ
ยิ่งต้องมีการวางผังโครงสร้างเอาไว้ เพื่อไม่ให้เสียศูนย์
ไม่งั้นจะเหมือนกรุงเทพอย่างทุกวันนี้
ที่สะพาน เสาไฟฟ้า โทรศัพท์ ป้ายโฆษณา รถไฟฟ้า ฯลฯ
มะรุมมะตุ้ม เดี๋ยวทุบเดี๋ยวเท กันให้วุ่นวาย
สร้างพาดทับซ้อนกันยิ่งกว่ารางรถไฟเหาะตีลังกาเสียอีก
ถามว่า แล้วมันอยู่ได้ไหม ถ้าไม่มีโครงสร้าง
มันก็อยู่ได้…แบบเดินๆบนถนนกรุงเทพที่น้ำท่วมแล้วก็ตกท่อ
จะสร้างสะพานข้ามแยกแต่ติดรางรถไฟฟ้า
ก็เลยต้องสร้างให้มันสูงชันซ้อนเกทับขึ้นไปอีก
ก็อยู่ได้แบบนี้ อะไรประมาณนั้น
SEO ก็มีประสิทธิภาพน้อยลง เพราะอาจจะขาดการเชื่อมต่อ หรือซ้ำซ้อนเกินไป
หรือแทนที่ผู้ใช้จะเดินไปที่หน้าเว็บอื่นๆในไซต์ได้ง่ายๆ
ก็อาจจะต้องเล่นซ่อนหา กันมากบ้าง น้อยบ้าง ไปตามเรื่องตามราว
พลาด! ที่ 2
โครงสร้างกับ search ไม่สอดคล้องกัน
แม้ว่าเดี๋ยวนี้ผู้ใช้จะใช้วิธี search เพื่อมาเจอไซต์เรา
และจะมาแลนดิ้งที่หน้าไหนของไซต์เราก็ได้โดยไม่ต้องผ่าน navigation จากหน้าแรก
แต่มันก็ไม่ได้แปลว่า [...]
-
การตลาดแบบ DTC vs การตลาดแบบ DFC
ใครทำธุรกิจ แล้วไม่อยากมีลูกค้าบ้าง?
นั่นสิ ถ้าไม่อยากแล้วจะทำไปทำไมกั๊นนน…
เจ้าของธุรกิจใดๆก็ตาม
ถ้าต้องการให้กิจการรุ่งเรือง
ก็มักจะปรารถนาให้มีช่องทางปล่อยคาถาเข้าสู่ผู้บริโภค ให้มาซื้อของๆตนกันทั้งนั้น
แม้แต่องค์กรไม่แสวงหากำไร ก็พยายามเข้าถึงคนที่จะมีโอกาสควักเงินสนับสนุนให้ได้
การตลาดที่พยายามเข้าถึงกลุ่มลูกค้าโดยตรง
ทำกันมาตั้งแต่เก่าก่อน ตั้งแต่มีสื่อมวลชนเกิดขึ้น
ตัวอย่างเช่น โฆษณาเพลงหมอลำ ที่เปิดกระหน่ำวิทยุขณะพี่สมศรีกำลังรีดผ้าให้คุณนาย
โฆษณาสบู่ผิวขาวคนกรุงเทพ ที่ออนแอร์ขณะคุณนายกำลังดูดาวพระศุกร์รีเมคที่สามสิบแปด
โฆษณาเครื่องสำอาง ในนิตยสารประจำร้านทำผม
โฆษณา work at hell ที่ป๊อบอัพขึ้นมาทิ่มตาเราเวลาเปิดเว็บหลายๆแห่ง
โปรโมชั่นแจกฟรีที่พักบวกชุดว่ายน้ำ โดยใช้โควต้าคะแนนสมาชิกในบางเว็บ
โปรโมชั่นแจกยาสระผมตัวใหม่ หน้าออฟฟิศแถวสีลม
หวังว่าจะให้ลูกค้าได้มีโอกาสในชีวิตที่เห็นแบรนด์ เห็นสินค้าของตนกันทั้งนั้น
เรื่องอย่างนี้ บางทีก็พึ่งยี่ปั๊ว ซาปั๊วให้คอยโปรโมทสินค้าเรา (เพราะจะสะสมยอดขาย) ไม่ได้
เพราะถ้าลูกค้าไม่รู้จัก ไม่ซื้อ พี่ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ก็ไม่อยากเอาของเราไปวางให้เกะกะร้านเช่นกัน
(มันขายไม่ออกก็ทำยอดไม่ได้ ไปไป๊ เอาของของนายกลับไปดีกว่า อย่ามาล่อด้วยของรางวัล ชิชะ)
การตลาดแบบนี้ เป็นอันรู้กันว่ามันคือ การตลาดที่เข้าถึงโดยตรงต่อผู้บริโภค
หรือเรียกเป็นภาษาปะกิดว่า DTC Direct-to-Consumer Marketing นั่นเอง
อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าก็ส่งอินเทอร์เน็ตมากำเนิดบนโลกมนุษย์
แล้วตั้งแต่นั้นมา โลกก็เปลี่ยนไป โดยที่คนทำธุรกิจ และนักการตลาดหลายๆคนยังไม่รู้ตัว
เงินที่มากกว่า ไม่ได้ทำให้มีอำนาจในการส่งสาร
อย่างที่เรารู้ๆกัน และพูดๆกัน
เรามาถึงยุคที่ข้อมูลเต็มโลกไปหมด
เราไม่สามารถปิดบัง หรือเอาหัวมุดทราย ทำเป็นไม่เห็นได้
ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ
เมื่อกลางปีที่แล้ว เขียนไว้ใน entry นี้
http://iamia.wordpress.com/2008/07/13/consumer-review/
ว่า
“
บริษัท Opinion Research Corporation
ได้ทำวิจัยสำหรับผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ใน US เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
ถึงอิทธิพลของ Consumer review
ปรากฏว่า 61% ของจำนวนผู้ซื้อทั้งหมดที่สำรวจ [...]
-
เรื่องของที่จอดรถ กับพฤติกรรมผู้ใช้
คุณๆทั้งหลายที่มีรถ
ท่านคิดอย่างไรกับค่าจอดรถ ที่ท่านต้องเสียเป็นประจำ เมื่อเข้ามาในเมืองหลวง
เหตุผลในการเก็บค่าที่จอดรถเท่าที่เรานึกออก มีอะไรบ้าง
๑. เพื่อให้ได้เงินเพิ่ม
อ้าว มันก็แหงแก๋อยู่แล้ว
ยิ่งในเมืองหลวง ที่จอดรถเป็นทรัพยากรหายาก
และในโลกธุรกิจ ผู้ที่ถือครองทรัพยากรหายาก
ไฉนเลย คงไม่ปล่อยให้จอดฟรีเป็นธรรมทานเช่นโรงเจ
แต่ใช้ที่จอดรถทำงานหาเงินแทนตัวเอง
เป็นการเพิ่มรายได้มหาศาลส่วนหนึ่งด้วย
ปรกติผู้ออกแบบอาคารจะรู้กันดีว่า
อาคารจอดรถเป็นส่วนสิ้นเปลือง ซึ่งต้องทำให้น้อยที่สุด
เท่าที่กฏหมายจะอนุญาต
ถ้าเป็นห้าง ออฟฟิศ ที่จอดรถคือโอกาสที่ถูกตัดทอนลงในการให้เช่าหรือขายพื้นที่
ทำเล็กได้เท่าไหร่ จำนวนช่องที่จอดรถได้น้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งดี
และแทนที่จะกลายเป็นพื้นที่เสียเปล่าเป็นศูนย์
ก็หารายได้จากมันซะ แล้วก็เป็นรายได้ที่ดีเสียด้วย
แม้ว่าในสายตาผู้บริโภคจะรู้สึกว่าโดนเอาเปรียบ
ขโมยมาก็ใช่ว่าจะช่วยอะไรได้ ของหาย รถเข็นมาชน รถโดนขูด
แล้วยังต้องจ่ายค่าที่จอดรถอีก อะไรเนี่ย?
เราเคยคิดเหมือนกันว่า
ถ้าบ้านใครมีที่ดีๆในเมืองที่การจราจรสะดวกหน่อย
ไม่ต้องถึงกับติดถนนใหญ่ หรือเกยบันไดรถไฟฟ้าก็ได้
แทนที่จะนำมาทำอพาร์ตเมนท์ คอนโด โรงแรม ออฟฟิศ ทั้งหลาย
น่าจะทำตึกที่จอดรถเหมือนกันนะ
ถึงค่าก่อสร้างจะแพงกว่าโครงสร้างที่อยู่อาศัยเอาการ
แต่ระยะยาวค่าบำรุงรักษา การดูแลเอาใจใส่ มันน้อยกว่ากัน
ไม่ต้องมาปวดหัวเรื่องห้องข้างบนตำน้ำพริกจนห้องข้างล่างไม่ได้นอนด้วย
๒. กรองคน
ในเมื่อที่จอดรถเป็นทรัพยากรหายาก
ก็เป็นเรื่องปรกติที่มีคนจำนวนมากต้องการได้มันมา
แต่ในเมื่อมันหายาก ก็แปลว่า มันไม่สามารถตอบสนองความต้องการทุกคนได้
เจ้าของที่จอดรถอาจจะปล่อยให้จอดรถกันฟรีก็ได้
แต่การที่ต้องมาปวดหัวเรื่องรถล้นที่จอดรถ ต้องเข็นกันวุ่นวาย
ต้องใช้พนักงานมากขึ้น มันเป็นต้นทุนสูญเปล่าล้วนๆ
ดังนั้น การเก็บค่าที่จอดรถ จึงเป็นการกรองคนที่มีรถ แต่ไม่อยากจ่ายค่าที่จอด ออกไปได้ส่วนหนึ่ง
ถ้าอยากกรองออกมาก ก็กำหนดค่าที่จอดให้แพงเข้าไว้
จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ที่ๆยิ่งทำเลดี แต่ที่จอดน้อย
ค่าที่จอดอาจจะพุ่งไปถึง 100 บาทต่อชั่วโมงได้
และเจ้าของที่จอดรถใจกลางเมืองส่วนใหญ่
ก็ไม่ต้องง้อด้วย เพราะอย่างไรรถก็มากกว่าที่จอดหลายเท่าอยู่แล้ว
๓. ควบคุมพฤติกรรมของคน
เมื่อเรารู้แล้วว่า เขาเก็บค่าที่จอดทำไม
เราก็รู้ความคิดของเจ้าของที่จอดได้มากกว่านั้น
จากค่าที่จอด และเงื่อนไขการเก็บค่าที่จอด
เขาไม่ได้ตั้งกันมามั่วๆนะตัวเอง อัตราและเงื่อนไขนั้น ล้วนแล้วแต่คิดมาอย่างดี
ตัวอย่างเช่น
๑. ณ อาคารสำนักงานเล็กแต่หรูแห่งหนึ่ง ใจกลางเมือง
“ชั่วโมงละ 100 บาท มีตราประทับฟรี 1 ชั่วโมง”
เขาต้องการบอกว่า เขามีที่จอดไม่พอ และไม่ต้องการให้รถของคุณมาจอดที่นี่
โกรธเหรอ ไม่ง้อด้วยเอ้า [...]
-
คุณค่าของสิ่งที่เรียกว่า ของฟรี
เพิ่งกลับมาจากทริปต่างประเทศประจำปี
ที่เขาเรียกกันว่า incentive tour
ถ้าใครอยู่ในวงการค้าขายทำยอด ก็คงจะคุ้นเคยกันดี
แต่สำหรับใครที่ไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน
incentive tour แปลง่ายๆก็คือ ทัวร์หรือทริป ที่ให้เป็นของรางวัล
สำหรับผู้ที่มียอดขายตามเป้าหรือทะลุเป้า
หรือให้เป็นของรางวัลเมื่อซื้อหรือสะสมอะไรได้ตามเป้า นั่นเอง
ของรางวัล ของฟรี ของแถม
ปรกติก็จะใช้เพื่อกระตุ้นยอดขาย ให้สินค้าอยู่ในความทรงจำของผู้ซื้อหรือผู้ช่วยขาย
โดยของฟรีเหล่านี้ (เอาเป็นว่า ในที่นี้เรียกรวมว่าเป็น ของฟรี ก็แล้วกัน)
จะเป็นอะไรก็ได้ ตั้งแต่ไม้จิ้มฟัน ยันเรือรบ
ในชีวิตเรา ยิ่งในเมืองแล้ว คงแทบจะไม่มีใคร ที่ไม่เคยได้ของแจก
ไม่ว่าจะเป็นตัวอย่างสินค้า หรือของที่ระลึกต่างๆ
ไม่ว่าจะแบบเดินๆอยู่ก็ได้มาในมือ หรือต้องออกแรงแข่งขันเพื่อให้ได้มา
ระดับของของฟรี
เท่าที่เห็นคร่าวๆ
เราแบ่งของฟรีเป็นสามระดับ ตามความสิ้นเปลืองทรัพยากรของผู้รับ ดังนี้
๑. ส้มหล่น
เช่น เดินตามสะพานลอย หน้าออฟฟิศ ก็ได้รับแจกผ้าอนามัย แชมพู ครีมนวด
ผู้รับแทบไม่ต้องเสียทรัพยากรอะไรเลย
นอกจากพื้นที่กระเป๋าถือในวันนั้น
หรือซื้อของที่จำเป็นอยู่แล้ว แต่วันนั้นมีโปรโมชั่นแถมของอยู่พอดี
๒. ซื้อส้ม
เช่น โฆษณาให้มารับของฟรี หรือของแถม หรือเล่นเกมทางวิทยุ โทรทัศน์
รวมไปถึงการเล่นเกมรวยฟ้าผ่า แบบที่ไม่ได้ตั้งใจซื้อโออิชิมาดื่ม
ผู้รับก็ต้องออกแรง ใช้เวลา ในการที่จะเอื้อมมือคว้า ให้ได้มาซึ่งของฟรีนั้น
๓. ปลูกส้ม
เช่น รางวัล incentive ทั้งหลาย
ผู้รับต้องใช้ทรัพยากรในหลายๆด้านต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรทั้งทางด้านแรงงาน เวลา และเงิน
ของฟรีแบบส้มหล่น
มักจะไม่มีปัญหา นอกจากของฟรีนั้นจะไม่ค่อยถึงมือลูกค้าตัวจริง
ผู้รับมักจะเห่อ แต่ให้ค่ากับของฟรีเหล่านี้ต่ำ
จะโยนทิ้งก็ได้โดยที่ไม่คิดอะไรมาก ถ้าของมันห่วย
(มีปัญหาก็แค่แบรนด์ของสินค้านั้นๆ ไปอยู่ในถังขยะ ให้พ้นหูพ้นตาผู้รับ แค่นั้น)
หรือจะเล่นแข่งว่าใครได้ของฟรีหน้าออฟฟิศมากกว่า
เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนในออฟฟิศ ก็ไม่ผิดกติกา
และไม่ค่อยจะทำให้ผู้รับมีทัศนคติไม่ดีเกี่ยวกับสินค้า
เพราะผู้รับก็ไม่ได้รู้สึกว่าเสียอะไรเพื่อให้ได้มา
ของฟรีแบบซื้อส้ม
สิ่งทีต้องพิจารณาก็เพิ่มขึ้น
แล้วแต่สถานการณ์ของแต่ละคนว่า พยายามซื้อส้มขนาดไหน
แต่ด้วยความที่ผู้รับต้องออกแรงขึ้นมาหน่อยแล้ว
แม้ว่าจะไม่ได้จ่ายเงินซื้อของฟรี [...]
-
Balsamiq เครื่องมือแสนสะดวกสำหรับออกแบบ UI
ด้วยฝีมือของ Peldi หรือ Giacomo Guilizzoni นักพัฒนาเครื่องมือออกแบบผู้มากความสามารถ ที่ผ่านประสพการณ์ในการทำงานกับบริษัทที่เป็นผู้นำด้านการออกแบบ เช่น Adobe และ Macromedia มาแล้ว เครื่องมือออกแบบอินเทอร์เฟสชิ้นใหม่ ที่เน้นความเรียบ ง่าย แต่ใช้ได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ ที่เรียกว่า Balsamiq ชิ้นนี้จึงได้ถือกำเนิดขึ้นในปี 2008 และผ่านไปเพียง 5 เดือนเท่านั้นก็ได้รับความนิยมจากบริษัทชั้นนำที่หลากหลาย เช่น GE, BT, Oracle เป็นต้น
Balsamiq เป็นเครื่องมือออกแบบอินเทอร์เฟสที่เน้นความเร็วในการทำงานเป็นหลัก โดยปรกติวิธีการที่เราจะออกแบบอินเทอร์เฟสได้เร็วที่สุดก็คือการใช้ปากกากับกระดาษ นักออกแบบหลายคนอาจจะใช้เครื่องมือช่วยนำเสนอ เช่น Powerpoint หรือเครื่องมือออกแบบแผนผังเช่น Visio ในการทำงาน แต่อย่างไรก็ดีทุกวิธีที่กล่าวมาล้วนมีความไม่สะดวกเกิดขึ้น เช่น
การวาดบนกระดาษ วิธีนี้รวดเร็วแต่ต้องเสียเวลา digitize ให้อยู่บนหน้าจอ เมื่อมีการลบ หรือปรับเปลี่ยนแบบ เช่น ตำแหน่งของปุ่ม จะกระทบกับดีไซน์มาก อาจต้องวาดแผ่นใหม่
ใช้ Powerpoint วิธีนี้จะได้แบบที่เป็นระเบียบ แต่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ เนื่องจากแต่ละสไลด์ถูกออกแบบให้เหมาะสำหรับการนำเสนอบนหน้าจอเดียว อีกทั้งยังไม่มีต้นแบบต่างๆที่เหมาะสม เช่น ตาราง สไลเดอร์ [...]
|
|
|