|
Information Architecture |
|
i am IA
|
-
Interface แห่งอนาคต (อันใกล้)
อย่างที่เรารู้ๆกันอยู่ว่า
วิวัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีในสมัยนี้
มันวิ่งไปเร็วจนเราแทบจะวิ่งตามไม่ทัน
อย่างเราเป็นสมาชิกข่าวสารเทคโนโลยีอยู่หลายที่
บางทีก็ยังมีช่วงที่รู้สึกว่า “ตามไม่ไหวแล้วว้อยยย” อยู่หลายๆครั้ง
พวก Newsletter ข่าวสารพวกนี้ในระยะนั้น ใกล้เคียงกับ Junk Mail เอาเสียมากๆ
แต่อย่างไรก็ดี
ใครที่ทำงานด้านนี้ จะหยุดอยู่กับที่ ก็มีแต่เสียเปรียบ
ฝั่งเมืองไทยอาจจะช้าหน่อย
แต่ถ้าถึงกับหยุดเรียนรู้ไปเลย
ทำงานอย่างที่ทำอยู่ทุกวัน
สักพัก ถ้าถึงจุดเปลี่ยนแล้ว เราอาจจะตามไม่ทันก็ได้
ตอนที่ในเมืองไทยคนที่รู้จัก Ajax, Web2.0 แทบจะนับหัวได้ไม่เกินยี่สิบคน
มาถึงตอนนี้ ที่ Ajax หรือ Web2.0 ก็ยังไม่ได้ถูกใช้มากอยู่ดีในเวบเมืองไทย
แต่กระนั้นเลย ก็อยากให้นำพากันสักนิด
ถึงแม้ว่าเราจะเห็นว่าเราใช้เทคโนโลยีล้าหลังกับเว็บ เราก็ยังทำเงินได้
ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของเว็บ หรือผู้สร้างเว็บ (อย่างนี้ไม่เรียกพัฒนาเว็บนะ 555)
แต่มันก็เป็นคนละเรื่องกับการที่จะไม่ aware คลื่นลูกใหม่ๆที่เกิดขึ้น
อีกอย่าง ขึ้นชื่อว่าเว็บไซต์แล้ว
เราจะเห็นคู่แข่งเพียงในประเทศก็ไม่ได้
เพราะมันเป็นเรื่องระดับโลก
เว็บไซต์ หรือ application ของประเทศไหน
คนไทยก็สามารถใช้ได้แทบทั้งหมด
การอัพเดทข่าวสารของใหม่ๆเสียบ้างให้ทันกระแสโลก
จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวแต่อย่างไร
Smashing Magazine พาเราไปดู Interface 10 แบบ ที่พัฒนาขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งจากในปัจจุบัน
ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีเท่านั้น แต่รวมไปถึงมุมมองในการพัฒนา Interface ด้วย
การพัฒนาบางแบบ ก็มีอยู่แล้วในปัจจุบัน
บางแบบยังอยู่ในวุ้น แต่ก็ใกล้ความจริงเข้าไปภายในไม่ช้านี้
ไม่พูดพร่ำทำเพลงแล้ว ไปดูกันเลยดีกว่า
1. Fez ประสบการณ์การเล่นเกมแบบ 3 มิติจากเกม 2 มิติ
คนอ่านคงสงสัยว่า เอ๊ะ แล้วมันของใหม่ตรงไหน
เกม 3 มิติก็ออกจะมีให้เกลื่อน
เกมนี้มันแตกต่างตรงที่ สร้างมุมมองใหม่ของเกม [...]
-
IA กับ Search Engine Optimization (SEO)
หน้าที่หนึ่งของ Information Architect คือ
การทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น
ง่ายต่อการเข้าใจ ง่ายต่อการใช้งาน
คำชมที่ทำให้ IA ที่ดีควรยิ้มออกก็คือ
ต๊ายตาย ดูง่ายดีจัง เข้าใจง่ายจัง
ถ้าได้คำชมมาแบบ ดูอลังการซับซ้อนจังเลยค่ะ
อาจจะทำให้เรารู้สึกฉลาด คิดอย่างนี้ได้อยู่คนเดียว
แต่เอาเข้าจริงแล้ว มันอาจจะเป็นสัญญาณถึงปัญหาการใช้งานในภายหลังก็ได้
บางคนกลัวว่า ถ้าเราไม่ทำอะไรซับซ้อนดูยากๆเข้าว่า
เดี๋ยวคนอื่นในองค์กรจะไม่เห็นความสำคัญของเรา
จริงๆแล้ว งานของเรา ยิ่งทำให้คนอื่นรู้สึกว่าชีวิตเขาง่ายขึ้นมากเท่าไหร่
กำไรเพิ่มพูนจากงานของเรามากเท่าไหร่
นั่นคือความสำเร็จของงานเราเท่านั้น
ทั้งนี้ทั้งนั้น IA ไม่ได้ทำหน้าที่เพื่อให้ผู้ใช้ใช้งานได้ง่ายอย่างเดียว
แต่ยังมีหน้าที่ทำให้ architecture ที่สร้างขึ้น
มีประสิทธิภาพต่อการพัฒนา
ง่ายต่อ machine รวมไปถึง search engine ด้วย
เพราะโครงสร้างระบบบนเว็บไซต์ที่เหมาะสม
ส่งผลไปถึงการจัดระดับเว็บไซต์ และการ indexing ด้วย
หรือที่เรียกรวมๆว่า การทำเสียว (SEO - Search Engine Optimization) นั่นเอง
การทำ SEO ในบางครั้ง เราอาจจะมองเห็นว่า
มันทำให้เว็บด้อยประสิทธิภาพลงในด้านการใช้งาน และโครงสร้างระบบ
แต่จริงๆแล้ว งาน SEO กับ IA มีความคล้ายคลึงกันอยู่
ในแง่การออกแบบระบบและเนื้อหาให้ใช้ประโยชน์อย่างที่ต้องการได้อย่างมีคุณภาพ
แต่ในฟากของ IA ดูจะเน้นผู้ใช้ที่เป็นคนจริงๆเป็นสำคัญ
ในขณะที่ SEO เน้นไปทาง Bot หรือ Spider ของ Search Engine ทั้งหลาย คือผู้ใช้คนสำคัญ
โดยที่อย่างไรก็ดี ต้องตั้งอยู่บนความคิดที่ว่า
เว็บไซต์นั้น [...]
-
Motivation กับ Hygiene
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ไปท่องเที่ยวที่ต่างจังหวัดหนึ่ง
(จะบอกว่าพักผ่อนก็ไม่ได้ เพราะเที่ยวเหงื่อแตกทุกวัน)
ได้มีโอกาสไปพักที่รีสอร์ทดีไซน์เก๋แห่งหนึ่ง
ที่ราคาก็สูงพอสมควร และข้าวของเครื่องใช้ก็พร้อมดี
ห้องกว้าง ระเบียงกว้าง ไม่ร้อน มีทั้งพัดลมและแอร์
มีสระว่ายน้ำสวยๆ มีจักรยานให้ขี่เล่นฟรีๆ
มีวิวงามๆเป็นภูเขารอบตัว
แต่ปัญหาส่วนตัวก็คือ เป็นคนที่แพ้แมลง
แล้วรีสอร์ทก็ช่างออกแบบให้ใกล้ชิดธรรมชาติและแมลง
ไม่ว่ารีสอร์ทจะหรูหรา ไฮคอนเซปท์ขนาดไหน
ก็รู้สึกว่าไม่ได้รับความสะดวกสบายคุ้มราคาอย่างที่ควรจะเป็น
ในงานออกแบบหนึ่งๆ
มันจะประสบความสำเร็จได้
ไม่ใช่การมี feature มากๆ เพียงอย่างเดียว
ซึ่งไม่ได้แปลว่า ผู้ใช้จะใช้ผลงานนี้ ลูกค้าจะซื้อสินค้าชิ้นนี้
และก็ไม่ใช่ว่า สินค้าที่แพงขึ้น แปลว่าให้อะไรมากขึ้น feature มากขึ้น
แล้วจะขายได้ในกลุ่มลูกค้าที่ต้องการ
ปัจจัยด้าน Hygiene ก็ต้องมีความสำคัญเช่นเดียวกัน
แนวความคิดนี้มาจาก Two Factor Theory หรืออีกชื่อคือ
Herzberg’s Motivation-Hygiene Theory
ที่คุณ Frederick Herzberg นักจิตวิทยาเขาพบว่า
ความพึงพอใจในงาน และความไม่พึงพอใจในงาน
ต่างเป็นปัจจัยที่ไม่ได้มีผลสัมพันธ์เนื่องกัน
ทฤษฏีนี้บอกว่า มันมีปัจจัยส่วนหนึ่งในที่ทำงาน ที่ทำให้เกิดความพึงพอใจ
และมีปัจจัยอีกส่วนหนึ่งที่แยกกัน ที่ทำให้เกิดความไม่พึงพอใจในงาน
หัวหน้างานจึงไม่ควรจะแก้ปัญหาความไม่พึงพอใจในงาน
ด้วยการเพิ่มปัจจัยที่ช่วยเพิ่มความพึงพอใจในงาน
เพราะมันเป็นสองส่วนที่ไม่เกี่ยวกัน ตามนั้น
โดยเฮียเขาได้ไปทำการสัมภาษณ์วิศวกรและนักบัญชีประมาณ 200 คนในแถบ Pittsburgh
และได้พบว่า
ปัจจัยที่ทำให้พึงพอใจในงาน เช่น รางวัล สถานะ คุณค่าในตัวเอง ทำให้พวกเขาพอใจ
แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าขาดส่วนนี้ไป
ก็ไม่ได้แปลว่ามันจะทำให้ความไม่พอใจในงานยิ่งมากขึ้น
แต่ปัจจัยที่มีผลโดยตรง เช่น นโยบายบริษัท ความมั่นคง เงินเดือน เพื่อนร่วมงาน
เป็นสิ่งที่มีผลว่าจะทำให้เขาไม่พึงพอใจมากหรือน้อย
ทฤษฏีนี้จึงพูดถึงปัจจัยทั้งสองฝ่าย
ฝ่ายขาว Motivator คือ ปัจจัยที่ทำให้พึงพอใจในงานถ้าได้แถม
ฝ่ายดำ Hygiene คือ ปัจจัยที่ทำให้ไม่พึงพอใจในงานเมื่อขาดไป
ความหมายของ Hygiene [...]
-
No Problem = Big Problem
พระอาจารย์ที่เคารพนับถือรูปหนึ่ง
ท่านมักสอนคนที่ฝึกฝนดูจิตใจตัวเองว่า
ใครที่รู้สึกแย่ที่เห็นว่าจิตใจตัวเองวุ่นวาย กิเลสโผล่ทั้งวี่ทั้งวัน
เดี๋ยวดีใจ เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวรำคาญ เดี๋ยวเหี่ยว
ท่านจะสอนว่า ก็ดีมากแล้วที่เห็น
เพราะจริงๆแล้ว ใจคนก็เปลี่ยนแปลงเช่นนั้นอยู่ตลอด
มันก็เท่ากับเราเห็นตามจริงของจิตใจเราบ่อย
แต่กับคนที่ภูมิใจว่า เป็นคนดีได้ทั้งวัน กิเลสไม่มีมากวนใจเลย
นั่นแปลว่า คนๆนั้นไม่เห็นตามความเป็นจริง
โดนกิเลสใหญ่คลุมทั้งวันไม่ให้มองเห็นความเป็นไปของจิตใจตัวเอง
การที่เราเห็นปัญหามาก และบ่อย
(ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับคนที่วิตกจริตนะ)
มันทำให้เรามีโอกาสเรียนรู้กับมันมาก และบ่อย
มันทำให้เราได้แก้ไขที่ผิดเป็นถูก
ในขณะเดียวกัน
คนที่ใช้ชีวิตโดยมองข้ามปัญหาแบบผิดวิธี
มันก็ทำให้ปัญหาหมักหมม ไม่ได้รับการแก้ไข
วันดีคืนดีมันปูดออกมา ก็อาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่โตไปแล้ว
ในเรื่องการทำงานก็ไม่ต่างกัน
วันก่อนประชุมกับคุณหัวหน้า
ในสายตา Business Analyst กับ Manager เห็นตรงกันว่า
การที่งานส่งต่อให้ทีมนักพัฒนา
แล้วทีมก็นำไปพัฒนาขึ้น โดยไม่เคยมีคำถามกลับมายังผู้ออกแบบ
หรือกลับมาที่ Manager เลย
หรือถ้ามี ก็น้อยมากๆ
นั่นมักจะเป็นสัญญาณว่า งานนั้นเกิดปัญหาเข้าแล้ว
ถึงแม้ว่า ฝ่ายออกแบบจะทำ spec ไปให้อย่างละเอียดก็เถอะ
ปัญหาหลักจากความ “โนพลอมแพลม” ของทีมนักพัฒนาก็คือ
สิ่งที่สร้าง กับสิ่งที่ควรจะเป็น ไม่ตรงกัน
ทีมนักพัฒนามักจะมี motto ประจำการทำงานว่า “Get Things Done”
Spec มาแบบไหน ก็ทำตรงๆตามเสป็กไปอย่างซื่อตรง
บางทีก็ไม่ซื่อตรง แต่ถือว่าใช้งานได้ก็น่าจะเสร็จแล้ว
ในขณะที่นักออกแบบ หรือเจ้าของงาน ต้องการให้ “Get Things Right” ด้วย
ทั้งนี้ ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากการที่นักพัฒนาไม่มีฝีมือ
แต่มักจะเกิดจากทั้งสองฝ่าย
ทั้งจากการที่นักพัฒนายังรู้จักงานนั้นและธุรกิจที่เกี่ยวข้องไม่มากพอ
(และหลายๆคนก็ทำหน้าสงสัยว่า แล้วมันจำเป็นด้วยเหรอ โยน spec มาให้ก็จบแล้ว)
และถึงให้ spec ละเอียดขนาดไหน
(ละเอียดมากไปก็มักจะไม่อ่านอีก เจอมาแล้ว)
ก็อาจจะยังมีเงื่อนไขที่ไม่ได้บอกไว้ หลุดรอดไปเป็นธรรมดา
โดยเฉพาะ Non-Functional [...]
-
เมื่อเราโดนเบียดเบียนสิทธิส่วนบุคคล
*Update เรื่อง
วันรุ่งขึ้นคุณนพดลที่ TCDC โทรมาหาที่ออฟฟิศ
และได้อธิบายว่า TCDC กับ TCDC Connect แยกส่วนจากกัน
มีบริษัทต่างหากที่จัดการเรื่องเว็บ TCDC Connect
แต่จุดประสงค์อันดีก็คือ ต้องการให้เป็นที่รวมข้อมูลติดต่อของผู้ที่อยู่ในสายงานอาชีพ
ซึ่งหลายๆคนก็มี Requirement ว่า ต้องการให้ข้อมูลส่วนตัวของตนเผยแพร่อยู่บนอินเทอร์เน็ต
เพื่อลูกค้าใหม่ๆจะได้ติดต่อเข้าไปได้
แต่ประเด็นเรื่องนี้ก็คือ มันควรจะมีจดหมายหรืออีเมลขออนุญาต
หรือให้ยืนยันการยินยอมให้ทาง TCDC นำข้อมูลไปใช้ต่อ หรือเผยแพร่ได้ในการต่างๆที่รายนามมาพร้อมกับจดหมาย
ซึ่งความผิดพลาด หรือผิดคิว หรืออะไรก็ตาม นั่นก็คือ
เราไม่เคยได้หนังสือนั้นมาก่อน เลยไม่แน่ใจว่าจดหมายนี้ได้มีการจัดทำขึ้นหรือไม่
ซึ่งเข้าใจว่าเจตนาดี แต่การใช้ข้อมูลส่วนตัวของแต่ละคนก็แตกต่างกัน
ถ้าเรารู้ว่าเขาจะเอาข้อมูลไปขึ้นเว็บ เราก็คงให้ข้อมูลส่วนตัวอีกชุดหนึ่งที่ใช้ติดต่ออีกแบบหนึ่ง
ก็คงต้องเรียนรู้กันไป
อย่างไรก็ดี ทางคุณนพดลก็จะช่วยเอาข้อมูลติดต่อส่วนตัวนั้นลงให้ก่อน
ต้องขอขอบคุณคุณนพดลมา ณ ที่นี้ด้วย
ความชื่นชอบ TCDC เพิ่มกลับขึ้นมาเป็น 80%
(อีกยี่สิบขอพิสูจน์ก่อนว่าข้อมูลได้รับการนำลงจริงๆ 555)
ส่วนบทความเดิม ไม่มีการแก้ไข ไม่มีการต่อว่าแล้วลบออก
เจตนาต้องการแสดงให้เห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทัศนคติของผู้ใช้
และแสดงถึงความจริงใจรวดเร็วในการแก้ไขของ TCDC
ถ้ามีข้อความไหนที่แรงไปสำหรับองค์กร TCDC ก็ขออภัยด้วย
*
พักนี้ยุ่งๆจังเลย
(มันมาแก้ตัวอีกแล้ว)
กว่าจะได้อัพที ปาเข้าไปสามสี่ชาติ
ความยุ่งยังไม่หายไป
แต่ขอมาอัพเดทสั้นๆก่อนแล้วกัน
ปรกติเราจะเป็นคนที่ระวังในการใส่ข้อมูลติดต่อส่วนตัวบนเน็ตมาก
ถึงแม้ว่าเราจะเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย
โอเคที่จะบอกว่าตัวเองเป็นใครชื่ออะไร หน้าตาเป็นอย่างไร ทำงานอะไร
จบที่ไหนมา วันๆทำอะไรบ้าง และเล่น Social Network เป็นปรกติ
แต่ว่าข้อมูลที่จะติดต่อถึงตัวเราเป็นการส่วนตัวนั้น เราต้องคิดแล้วคิดอีก
ปรกติถ้าไม่จำเป็นต้องให้ เราก็จะไม่ให้เลย
เราจึงมีโลกออนไลน์ที่ค่อนข้าง (ใช้คำว่า ค่อนข้าง ก็แล้วกัน) สงบสุข
ไม่ค่อยมีบุคคลปริศนาอยู่ๆมาแอด MSN หรือ Skype
ไม่ค่อยมีบุคคลภายนอกรู้อีเมล์เรานัก
(แต่ก็ไม่ใช่เราใจร้ายใจดำ ไม่คบมนุษย์หรอกนะ
เราก็มีทางให้ติดต่อในเบื้องต้นได้ก็ตั้งหลายทาง)
ซึ่งจริงๆก็ขอแนะนำคนอื่นในโลกออนไลน์แห่งนี้
ลงว่าถ้าเราหย่อนข้อมูลติดต่อส่วนตัวไว้ที่ใดที่หนึ่งแล้ว
ข้อมูลนั้นจะไปอยู่ในมือของใครก็ได้
ฉะนั้น [...]
|
|
|